ผมเองติดตามข่าวเรื่องข้อสอบ O-NET มาต่อเนื่องจะสองสัปดาห์ เมื่อเช้าก็เป็นวันหนึ่งที่ติดตาม ฟังการชี้แจงของ ผอ.สทศ. บอกว่าไม่ได้ออกข้อสอบเกินหลักสูตร และยังจะเดินหน้าในแนวทางนี้ต่อไป ในขณะที่เด็ก ๆ และผู้ปกครองต่างวิพากวิจารย์กันอย่างหนัก ผมว่าการไม่รับรู้รับทราบปฏิกริยาของสังคมดูเหมือนจะหน้าด้านเกินไปหรือเปล่า ผมมองว่าผู้ใหญ่ในบ้านเราเมืองเรา ชอบยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แม้ว่าหลาย ๆ ครั้งที่เคยประกาศนโยบายก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการศึกษาต่าง จะบอกป่าว ๆ ว่าให้โรงเรียน ให้ครู และบุคลากรทางการศึกษายึดเอาเด็กเป็นศูนย์กลางก็ตาม แต่เท่าที่ดูวันนี้ คนในระดับบริหารที่ดูแลอนาคตของชาติ อนาคตของนักเรียน นักศึกเขาคิดกันได้แค่นี้ครับ แล้วคำว่า เด็กเป็นศูนย์กลางไปอยู่ไหน
แล้วที่ข้อสอบข้อหนึ่งถามเกี่ยวกับการซักผ้าด้วยมือ ถามกันจริง ๆ ผอ. ท่านยังซักผ้าด้วยมืออยู่ไหม พื้นฐานของเด็กในเมืองและในต่างจังหวัดมีความแตกแต่งกันมาก แต่พอถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็บอกว่ามีเด็กส่วนหนึ่ง หรือส่วนใหญ่ยังเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ต้องซักผ้าด้วยมืออยู่ แต่พอถามอีกเรื่อง เกี่ยวกับศูนย์การค้า การจัดนิทัศน์การ ถามว่าเด็กบ้านนอกบางคนยังไม่ทราบเลย ท่านก็ดันตอบไปว่าต้องรอบรู้ อยากจะบอกนะครับ คุณเอาพื้นฐานของตัวคุณมาออกข้อสอบ การสอบไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต คุณกำลังเอาตัวเองเป็นที่ตั้งหรือเปล่า อย่ามัวแต่มองตัวเองเป็นหลัก หัดมองดูผู้คนรอบข้างหน่อยว่าเขาเป็นอย่างไร ผมซ้ำใจทุกครั้งที่เห็นผู้บริหารท่านนี้ออกมาตอบคำถามของสังคม ที่แม้แต่ตัวเองลองถามคำถามในชีวิตตัวเองดูว่าได้ ได้ทำอะไรเพื่อเด็ก ๆ แค่ไหน ทิฐิไม่ใช่คำตอบ อย่าเอาประสบการณ์จากการเรียนของตัวเองมาเป็นมาตรฐานของการเรียนของเด็ก ชีวิตการเรียนต้องมีความสุข ไม่ใช่เรียนเสียจนไม่มีเวลาแห่งความสุข คำว่าบูรณาการของท่านกับของเด็กผมว่ามันคนล่ะความหมายแล้วล่ะ ลองทบทวนหน่อยก็ดีครับ
Related posts